98.0 IT Radio Phuket Thailand

 เตือนชาวภูเก็ตจับตา ใช้ประเพณีกินผักบังหน้าหาผลประโยชน์ 


   "เหลือบประเพณี" แฝงมาในคราบ "ผู้สนับสนุน"


   (อันดามันโพสต์ ๑๑-๒๐ กันยายน ๒๕๔๓)


    ไม่คิดมาก่อนว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ตในช่วงประเพณีกินผัก ซึ่งกินเวลานานเก้าวันเก้าคืน ในแต่ละปี จะกลายเป็นความทุกข์ทรมานไปได้ ทั้งที่หนังสือแนะนำจังหวัดภูเก็ต เขียนไว้อย่างน่ารื่นรมย์ว่า "ราวเดือนตุลาคมของทุกปี สีสันของภูเก็ตจะย้ายจากท้องทะเลสีคราม มาสู่ตัวเมืองที่เป็นย่านตลาดและตึกเก่า"

    ทว่าทุกเช้า เวลาเดินออกไปหาอะไรกิน อย่างโรตีจิ้มแกงที่ร้านบังหมีดใกล้ ๆ แยกแถวน้ำ หรือขนมจีนกับปลาหมกปิ้งที่ร้านขวัญ บนถนนทุ่งคา (ซึ่งเป็นอาหารเช้ายอดนิยมของคนในตัวเมืองภูเก็ต ตามที่คู่มือท่องเที่ยวแนะนำ) ฉันได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินหนีขบวนแห่พระรอบเมือง ของแต่ละศาลเจ้า เพราะภาพของเหล็กแหลมและวัสดุพิศดารอื่น ๆ ที่เสียบแทงเนื้อหนังของผู้ที่เป็นม้าทรง กลิ่นคาวเลือดที่ปนมากับควันธูปฉุน ๆ และเสียงอึกทึกครึกโครมของประทัด ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบาย และเสียขวัญ


    งานแห่พระที่ศาลเจ้ากะทู้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนี้ ฉันตามพวกนักข่าวช่อง ๑๑ ไปทำข่าวพิธีแห่พระที่นั่น แดดร้อนเปรี้ยง ฉันตกอยู่ท่ามกลางม้าทรงและปะทัดนับพัน ๆ ดอก ในขบวนแห่พระไปตามถนนของอ.กะทู้ ภายในอ๊าม (ศาลเจ้า) อากาศแสนอบอ้าว แต่พิธีกรรมตอนที่ม้าทรงเตรียมปลดเหล็กแหลมออกจากร่างกาย และขณะทำพิธีให้เจ้าออกจากร่าง ยังคงดำเนินต่อไป คนแล้วคนเล่า ฉันรู้สึกเหมือนจะเป็นลม 


      แต่ถ้าไม่มาภูเก็ตช่วงนี้ ฉันอาจไม่ได้เห็นใบหน้า และตัวตนของคนภูเก็ตได้ชัดเจนอย่างนี้ และมันก็เป็นความเพลิดเพลินไปอีกแบบสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างฉัน ที่ได้ตื่นมาพบกับความคึกคักยามเช้าตรู่ของท้องถนนในเมือง ผู้คนนำโต๊ะบูชามาตั้งไว้หน้าบ้าน ปูด้วยผ้าฉาย (ผ้าคลุมโต๊ะไหว้เจ้า) ที่ปักลวดลายเป็นรูปแปดเซียน ผลไม้มงคล ถ้วยน้ำชา และเตาเผาไม้หอมถูกลำเลียงมาวาง เพื่อรอรับขบวนแห่พระ ซึ่งจะเดินจากอ๊ามไปตามถนนที่เข้าสู่ตัวเมือง จนมาถึงสระน้ำที่สะพานหิน เพื่อรำลึกถึงการอัญเชิญกระถางธูป และขี้ธูปจากเมืองจีนมาขึ้นท่าที่นี่ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีเจียะฉ่าย (กินผัก) ของภูเก็ตในอดีต


    ทั้งเมืองมีแต่คนสวมชุดขาว ตกดึกร้านอาหารเจที่เรียงรายอยู่รอบ ๆ ศาลเจ้าพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่าย บ้างก็เตร็ดเตร่ รอชมการแสดงอภินิหารของเทพในร่างของม้าทรง ในพิธีลุยไฟ ปีนบันไดมีด เดินสะพานตะปูหรืออาบน้ำมันร้อน


    หลัง ๆ มานี้หลายคนพูดถึงประเพณีกินผักภูเก็ต ไปในทางที่ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะเรื่องการแสดงอิทธิฤทธิ์ของม้าทรง ที่พิศดาร น่าหวาดเสียว และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่น่าเชื่อถือ-ศรัทธา ทั้งที่เมื่อก่อนนี้ ศาลเจ้าใหญ่ ๆ เช่น กะทู้หรือจุ้ยตุ่ยมีม้าทรงเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น เมื่อเทพมาลงทรงแล้ว ก็รักษาคนเจ็บไข้ ไม่มีการแสดงอภินิหาร


   คนเก่าคนแก่ในภูเก็ตฟันธงว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา  


     ความสนใจของฉันที่มีต่อประเพณีกินผัก ซึ่งเชื่อกันว่าจัดขึ้นที่ภูเก็ตเป็นครั้งแรกของภาคใต้ ไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนอันละเอียดซับซ้อน และชวนตีความของ "งานบุญ" ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาเนิ่นนาน สำหรับฉัน ปรากฏการณ์แปลกปลอมที่เกิดขึ้นกับมันในระยะหลัง ดูเหมือนจะน่าสนใจกว่า


    ปี ๒๕๔๓ สาธารณสุขจังหวัดออกแถลงการณ์แสดง "ความห่วงใยถึงพิธีกรรมบางอย่าง ที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ปฏิบัติ" โดยขอให้ศาลเจ้า และม้าทรงปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้-- ม้าทรงต้องไม่เป็นโรคติดต่อ เช่น เอดส์ วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ หากไม่แน่ใจว่าตนติดเชื้อดังกล่าวหรือไม่ ก็ควรงดเว้นการเป็นม้าทรง, ไม่ใช้อาวุธ/วัตถุโลดโผนในพิธีกรรม เช่น เสาโทรทัศน์ ใบพัดเรือ ลวดหนาม และเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อเอดส์ วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ ม้าทรงทุกคนไม่ควรใช้ของมีคมร่วมกับคนอื่น ไม่ใช้เหล็กแหลมของมีคมแทงทะลุผ่านร่วมกันหลาย ๆ คน ไม่ส่งน้ำชา หรือของกินที่เปื้อนเลือด ให้ประชาชนที่ชมอยู่ดื่มกิน


    ปรากฏการณ์แปลก ๆ ของประเพณีกินผักยุค ๒๐๐๐ ไม่ได้มีเพียงเท่านี้


    ระหว่างนั่งคุยกับบุญรัตน์ นักข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสดและช่อง ๕ ที่บ้านของเขาซึ่งดัดแปลงเป็นสตูดิโอขนาดย่อม สำหรับตัดต่อภาพข่าว โทรทัศน์ช่อง ๕ ก็รายงานข่าวภาคเที่ยงเรื่อง แก๊งวัยรุ่นออกปล้นในช่วงเทศกาลกินเจ


    บุญรัตน์หยุดคุยแล้วตั้งใจดู หันมาบอกว่าเขาเป็นคนส่งข่าวนี้ไปเอง
    "แก๊งวัยรุ่นสวมรอยแต่งชุดขาว เป็นผู้ร่วมถือศีลกินผักออกโจรกรรม จี้ชิงทรัพย์ ลักรถจักรยานยนต์ ตำรวจจับได้ทั้งแก๊งเมื่อวานนี้" บุญรัตน์สรุปให้ฟังสั้น ๆ แล้วบ่นว่าม้าทรงในงานกินผักภูเก็ตยุคนี้ ส่วนมากเป็น "ม้าทรงตัวปลอม มีแต่พวกเด็กวัยรุ่นที่ซ่า อยากโชว์ คิดว่าการมีแผลเป็นที่หน้าก็เหมือนมีรอยสักนั่นเอง"  


     โจรในชุดขาวกับม้าทรงตัวปลอม อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของ "เหลือบประเพณี" ที่อันดามันโพสต์ใช้เรียกผู้ที่หาประโยชน์ในทางมิชอบ จากประเพณีกินผัก ซึ่งคนภูเก็ตเลื่อมใสศรัทธา ปฏิบัติสืบต่อกันมา ๑๐๙ ปีแล้ว


    แต่เหลือบประเพณีในงานกินผักปีนี้ ไม่ได้มีแต่โจรชุดขาวกับม้าทรงตัวปลอมเท่านั้น
    ใกล้ ๆ วงเวียนหอนาฬิกา มีป้ายโฆษณาแผ่นใหญ่เขียนไว้ว่า "จังหวัดภูเก็ต องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เทศบาลเมืองภูเก็ต ขอเชิญร่วมงานผัดหมี่จานใหญ่ที่สุดในโลก...สนับสนุนโดย โค้ก, ภูเขาทอง, ไวตามิลค์, (น้ำมันพืช) องุ่น และ ไวไว" ใกล้กันนั้น ป้ายผ้าอีกผืนหนึ่งขึงอยู่ข้างตึกสูง "งานผัดหมี่ร้อยกะทะ ตะหลิว...พร้อม, กะทะ...พร้อม, คนผัด...พร้อม คนชิมไม่พร้อมไม่ได้แล้ว" งานนี้ หยั่น หว่อ หยุ่น , น้ำมันทิพ, น้ำดื่มตราสิงห์และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นผู้สนับสนุน


   ป้ายโฆษณาที่ติดประชันกันอยู่นี้ บ่งบอกถึงความไม่ปรกติบางอย่าง ในงานกินผักภูเก็ต และนอกจากจะทำให้คิดถึงคำถาม ของกรรมการศาลเจ้าคนหนึ่งที่ว่า "คนกลุ่มนี้เข้ามาสนับสนุนช่วยเหลืองานประเพณีกินผักภูเก็ตด้วยบริสุทธ์ใจ หรือว่าหวังใช้ประเพณีของจังหวัดภูเก็ต เป็นแหล่งหากินกันแน่" แล้ว ยังทำให้เห็นภาพตามที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งเขียนไว้ว่า "ปีนี้ชาวภูเก็ตคงได้เห็นโฆษณาประชันกัน อย่างเอิกเกริก ชนิดแบรนด์ชนแบรนด์" อีกด้วย


    "ปีที่แล้วไม่แข่งกันจัดงาน หรือหาสปอนเซอร์กันดุเดือดขนาดนี้ เพราะมีบริษัทวิชั่นโซนดำเนินการแต่ผู้เดียว" นักข่าวภูเก็ตอธิบาย "ปีนี้มีบริษัทภูเก็ตครีเอชั่น มาแย่งผู้สนับสนุนหลักรายเดิมไป วิชั่นโซนก็เลยสู้โดยการดึงสินค้าที่เป็นคู่แข่งมาเป็นผู้สนับสนุนชนกัน...คุณเอาไวไว ผมเอามาม่า คุณเอาน้ำมันพืชทิพ ผมเอาน้ำมันองุ่น คุณจัดผัดหมี่จานใหญ่ที่สุดในโลก ผมจัดผัดหมี่ร้อยกะทะ" 


     แต่สิ่งที่คนภูเก็ตไม่พอใจมากที่สุดก็คือ การที่บริษัทภูเก็ตครีเอชั่น ต้องการจดลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นเจ้าของข้อมูล และเป็นผู้ควบคุมการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในประเพณีกินผัก คนภูเก็ต และสื่อมวลชนจึงประท้วงใหญ่ เพราะเห็นว่าประเพณีนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ชาวภูเก็ตเป็นเจ้าของร่วมกัน ส่วนกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในงานกินผักแต่ละป ีเกิดขึ้นจากการตกลงร่วมกันระหว่างกรรมการศาลเจ้าแต่ละแห่ง ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับบริษัทเจ้าของสินค้าที่ให้การสนับสนุน


    ที่อ๊ามเต่งก้องต๋อง (ศาลเจ้าแสงธรรม) บนถ.พังงาซึ่งฉันชอบหลบมานั่งพักอยู่เสมอในช่วงท้าย ๆ ของวัน ฉันชวนคุณป้าคนหนึ่งคุยเรื่องนี้ แกตอบยาวเหยียด "พวกเอกชนแย่งกันเข้ามาควบคุม -จดลิขสิทธิ์เป็นเจ้าของประเพณีกินผัก เพราะรู้ว่าเรากินผักกันทั้งเมือง ถ้าใครได้เข้ามาคุม ก็ย่อมมีช่องทางทำกำไร เหมือนกับผูกสัมปทานเหมืองแร่นั่นละ จ่ายเงินให้เจ้าเมืองแล้วก็ขุดแร่หาผลประโยชน์ ...ประเพณีของเราเกิดมาก่อนบริษัทพวกนี้เสียอีก เราทำกันมาได้โดยไม่ต้องมีใครมาสนับสนุน หรือโฆษณาให้หรอก ถ้าผู้ว่าฯ ปล่อยให้มีการจดลิขสิทธิ์งานกินผักจริง คนภูเก็ตจะต่อต้านกันเป็นแทนทาลั่มรอบสอง หรืออาจจะรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ "


    ฉันแลกเปลี่ยนกับคุณป้าด้วยเรื่องราวที่เจ้าถิ่นคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า บริษัทจัดหาสปอนเซอร์รายหนึ่ง เคยติดต่อรายการสารคดีทางโทรทัศน์ มาถ่ายทำประเพณีกินผัก โดยทีมงานเสนอว่า ในพิธีปีนบันไดมีดนั้น เมื่อองค์พระในร่างของม้าทรงขึ้นไปถึงขั้นบนสุดแล้ว ให้ม้าทรงเหาะลงมาตามลวดสลิงค์แทนที่จะปีนบันไดลงมาเฉย ๆ เพราะดูน่าตื่นเต้น/มีอภินิหารกว่า


    "นี่เป็นการจาบจ้วงเทพเจ้า" คุณป้าพูดเสียงดัง "ประเพณีของเราไม่ใช่การเล่นกล เราปฏิบัติตามที่องค์เทพเห็นว่าสมควรเท่านั้น"


คุณป้าลุกไปไม่นานหลังจากนั้น แต่ฉันยังนั่งอยู่ต่อ  
     แม้ว่าเสียงอึกทึกครึกโครม และความน่ากลัวของม้าทรงจะทำให้ฉันอยู่ร่วมกับประเพณีกินผักภูเก็ตอย่างไม่เป็นสุขนัก และไม่ค่อยอยากเข้าใกล้ศาลเจ้าสักเท่าไหร่ แต่ฉันกลับพาตัวเองมาที่อ๊ามแห่งนี้เกือบทุกเย็น


   อาจเพราะเป็นศาลเจ้าเล็ก ๆ ที่นี่จึงสงบ อบอุ่น ผู้คนก็ไม่พลุกพล่าน มีเพียงเสียงระฆังที่ผู้มาเยือนเคาะสามครั้ง หลังหย่อนเงินลงกล่องบริจาคดังลอยมาเบา ๆ เท่านั้น


   ฉันรู้จักการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบชาวจีนที่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยมีผู้ดูแลศาลเจ้าเป็นพี่เลี้ยง เขาจัดแจงหาธูปกำใหญ่มาให้ จุดแรกไหว้เทวดา ตามด้วยเทพองค์ต่าง ๆ ภายในอ๊าม เช่น อ๋องซุนต่ายส่าย ตันเสงอ๋อง กวนอู และเจ้าแม่กวนอิม รวมทั้งมึ่งสิน (ทวารบาล) ขั้นตอนสุดท้าย คือ หย่อนกระดาษเงินกระดาษทองลงบนกองไฟ


   ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นเหมือนที่พักใจของฉันระหว่างอยู่ลำพังในภูเก็ต พักจากการเป็นคนแปลกหน้าในต่างถิ่น พักจากเรื่องลอบฆ่าแกนนำชาวบ้าน พักจากเรื่อง "เหลือบประเพณี"


   ...โทรศัพท์มือถือแผดเสียงขึ้น ขณะที่ฉันกำลังเอ่ยขอบคุณผู้ดูแลศาลเจ้า ซึ่งส่งถุงพลาสติกที่มีสับประรดภูเก็ต แอ๊ปเปิ้ลและส้มอย่างละหนึ่งมาให้


   หลังจบบทสนทนาทางโทรศัพท์ ชายหนุ่มหันมาบอกแหม่มสาวที่มาไหว้เจ้าด้วยกัน "มีแขกเข้ามาพักที่โรงแรมของผมเพิ่มอีกวันนี้"


   "โชคดีจริง" แหม่มตอบกลับ
   "เทพเจ้าได้ยินคำอธิษฐานของผม บอกแล้วใช่ไหมว่ามาไหว้เจ้าที่นี่แล้วคุณจะโชคดี"
  

************************************************************

ที่มา..http://www.sarakadee.com/feature/2001/02/phuket2001.htm

******************************************************

www.konphuket.com

www.radiophuket.com 

 

eumhing wrote on Oct 3, '07
ผมคนภูเก็ตครับ ผ่านเข้ามาเห็นเลยเข้ามาอ่าน
ระยะหลังๆ นี้จะมีพวกเหลือบเยอะมาก ทำให้ประเพณีจริงๆ เค้าเสียหายครับ
คนภูเก็ตจริงๆ เขาไม่สนใจเรื่องอภินิหารหรอกครับ เขาแค่ตั้งใจกินผักอย่าง
เคร่งครัดก็พอแล้ว ส่วนมากคนที่สนใจเรื่องอภินิหารของเทพเจ้าและม้าทรง
ก็เห็นจะเป็นนักท่องเที่ยวแหล่ะครับ แล้วก็มีม้าทรงปลอมอยู่จำนวนหนึ่งเหมือนกัน
พวกนี้ทำให้คนดีๆ เขาเสียหายครับ เหมือนปลาเน่าตัวเีดียวเหม็นทั้งเข่ง
ยังไงถ้าคิดว่าจะไปกินเจ ก็ให้ไปกินด้วยใจที่เป็นกุศลนะครับ อย่าไปสนใจ
เรื่องพวกนี้เลย
cyberjoob wrote on Oct 3, '07
พอดีผมเป็นคนวงใน(อ๊าม)
โบราณนั้น ม้าทรงจะใช้เหล็กแหลมอันเล็กๆแทง บริเวณปาก ลิ้น ผิวหนัง ดูสวยงามมากครับ สมัยก่อนจะไม่เน้นอันโตๆ เขาเน้นความหมายกันครับ

เดี๋ยวนี้เด็กๆ วัยรุ่นเขาคิดกันอีกแบบ เอาอันใหญ่ๆ จ๊าบๆ ไว้ก่อน ไอ่ย๊ะ น่ากลัว ต้องค่อยๆ เปลี่ยนความคิดเขาครับ สื่อต้องรณรงค์ ภาครัฐต้องช่วยประชาสัมพันธ์ ทางศาลเจ้าต้องช่วยกันปราม หรือมีบทลงโทษครับ ต้องช่วยๆกันหลายฝ่ายครับ

ผมเชื่อว่าแก้ไขได้ครับ
neophuket wrote on Oct 4, '07
เห็นด้วยครับ แต่บางครั้งมันก็ยากที่จะแก้ไข ถ้ามันไม่หนักหนาก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กันไป เพราะว่าถ้าจะแก้กันจริง มันต้องทำตั้งแต่ 10-15 ปีที่แล้วครับ เคยมีบทลงโทษม้าทรงที่พิศดารในการแทง โดยคุณไมตรี บุญสูง ตอนนั้นเป็นประธารของอ๊ามบางเหนียวก็มีการทำโทษ ไล่ ม้าทรงออกไปก็เคยได้ยินข่าว เพราะม้าทรงเล่นแทงในที่ลับ แต่ความจริงมีคนบอกว่าแทงที่หน้าขา แต่ดันดูล่อแหลมไป

ทั้งนี้ควรจัดอบรมหรือทำความเข้าใจกับม้าทรงทุกศาลเจ้าก่อนที่จะเริ่มงาน แต่ผมก็มองไม่เห็นทางที่จะแก้ได้ เพราะเรื่องนี้ต้องถึงทางจังหวัดเท่านั้นที่จะแก้ได้นะครับ

เอาเป็นว่าคนอย่างพวกเรามีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้คนที่ไม่รู้ และไม่เข้าใจ ได้เข้าใจประเพณีอันดีงามนี้ ก็น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว
radiophuket wrote on Oct 4, '07
ผมเองคิดว่าเรื่องนี้มันหนังยาวเลยอะครับถ้าเราไม่เข้าไปรุ้ว่าแท้ที่จริงแล้วมันมีอะไรอยุ๋ในนั้นบ้าง ที่มาที่ไปของการ แสดงออกมาอย่างนี้ ผมเองได้สัมผัสมาพอผมควรจะเห็นได้มา ผู้คนทั้งสองข้างทาง เกินครึ่งละมั้งที่ หมดศรัทธา และพยายามไม่ให้ลุกหลานมาดูหรือมาสัมผัส สิ่งเหล่านี้กำลังลุกลามกันไปใหญ่ ผมว่าทางแก้ มันอยุ๋ที่ ทางจังหวัด ก็ไม่กล้าที่จะลงมา มากเพราะกลัวว่าจะไปมีปํญหากัน ถ้าเอาจริง นะ ให้จริงๆเลย คณะกรรมการศาลเจ้า ครับ ทุกที่ต้องร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ แข่งกัน ใหญ่ ในแบบที่อภินิหาร หรือว่า ต้อง เข้าใจแก่นของมันจริงๆ ครับ นั่นก็คือว่า คนที่จะมาลงพระได้นั้น ต้องอยุ่ที่กรรมการ แล้วก็ มีคณะที่ต้องกรั่นกรอง พี่เลี้ยงนี่แหละตัวดี แล้วก็ ตกลงกับม้าทรงกันก่อนว่า จะทำแบบนี้ แบบนั้น ถ้าหากว่าคณะกรรมการ ของ อ๊ามไม่ยอมเสียอย่างก็ไม่มีใครทำได้หรอกครับ ใน ม้าทรงที่ลงจะ มีพระใหญ่ ที่สุดที่คอยดูแล ครับ ดังนั้น มันต้อง มีการ ควบคุม
ผมว่าเราจะอยุ๋เฉยๆผ่านไปอย่างเดียวไม่ได้ ใครที่ทำไรได้ก็ต้องทำครับ บอกเล่า ถ่ายภพ หรือนำเสนอ เพื่อให้ อยุ๋กันได้ ทั้งสอง ฝ่าย ค้นหา ที่มาของวัฒนธรรม วัตถุประสงค์ อันแท้จริง แล้วผสาน กับ โลกสมัยใหม่ ไม่ต้องกว้างมากในครอบครัวของเรานี่แหละเชื่อให้ถูกทาง ทำให้ถูกต้อง น่าจะดีครับ
วัตนธรรมคือ การหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านของการเวลา ครับ
neophuket wrote on Oct 4, '07
พี่รู้มั้ยว่าที่แทงๆ ใครเป็นคนเลือกหรือหามา ไม่ใช่พี่เลี้ยงหรก ม้าทรงเองเลยครับ ผมเด็กหลังอ๊ามมาหลายปี รู้ดีเลยครับ ตัวม้าทรงเองเลยเรื่องนี้ มีคนคิดคนห้ามเยอะ กรรมการเองก็ห้าม แต่มันคุมยากนะครับ คนเป็นพัน เคยเห็นแบบแทงไปแล้ว กรรมการให้พระ ลา เลยไม่ให้ออกไปแห่ก็มี ยากนะครับที่จะคุมได้
Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help