98.0 IT Radio Phuket Thailand

morgan's posts with tag: island

What are tags? You can give your posts a "tag", which is like a keyword. Tags help you find content which has something in common. You can assign as many tags as you wish to each post.
View posts by people in your network with tag island
LinkBartender ThailandJul 31, '07 11:21 PM
for everyone

เรื่องโดย ...สถิตชัย นวมะรัตน์ ( ดีเจ กั้ง )
 
การจราจรในภูเก็ต --- ปัญหาที่มีมากกว่าสิ่งที่เห็น
 
ในฐานะที่เป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้รถใช้ถนนในภูเก็ต จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องเจอสภาพการจราจรที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน แต่ในภูเก็ตรถติดมากๆไม่ค่อยจะมีให้เห็นสักเท่าไหร่ เพราะเหตุที่รถไม่ค่อยติดอย่างนี้ไงเล่าประกอบกับความมีเสน่ห์ของเมืองถูเก็ต จึงทำให้ผู้คนทั่วจากทุกสารทิศทั่วเมืองไทยหรือทั่วโลกมาหลงเสน่ห์ของภูเก็ตจนลืมบ้านลืมช่องก็มี การเดินทางไปไหนมาไหนวันหนึ่งในภูเก็ตจึงทำได้ภายในวันเดียวเสร็จ อาทิ ไป ธนาคาร จ่ายค่าน้ำค่าประปา และที่สำคัญการจราจรมีผลทำให้ครอบครัวอบอุ่นขึ้น ใคร จะเชื่อ พักกลางวันกลับไปกินข้าวที่บ้านกันได้เลยเพราะเวลา 1 ช.ม.ของชาวภูเก็ตมากพอที่จะออกจาก สำนักงาน ตัวเองไปรับภรรยา ทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านได้ ฟังๆดูแล้ว
 

อะไรจะสวยหรู เหมือนการจราจรของชาวภูเก็ตขนาดนี้ไม่มีอีกแล้ว แต่ ลองหันมามองอีกมุมหนึ่งของการ จราจรภูเก็ตกันบ้าง บนท้องถนนมีความหลากหลายทางชีวภาพมาก ( เหมือนต่อต้านพืช gmo สำเร็จ ) ตั้งแต่ลูกเด็กเล็กแดงจนถึงอาอึ้ม อามะ อาอี๋ อาเจ็ก อาแป๊ะ มากมาย ส่วนมากปัญหาทางการจราจร ก็จะมีหลายกลุ่มด้วยกัน เริ่มกันตั้งแต่วัยเด็กที่ผมหมายถึงเด็กจริงๆ 7-8ขวบนี่แหละ เจอมาแล้วขับรถตามนึกว่าผีหลอกกลางวันหัวยังไม่พ้นแฮนมอร์เตอร์ไซด์เลย นักวิชาการด้านการพัฒนาการของเด็กเค้าบอกว่าการที่จะหัดหรือปลูกฝังสิ่งใดให้กับเด็ก เด็กจะสามารถรับสิ่งต่างๆได้ดีตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 12 ปี หากเราจะปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกในการรู้จักเคารพกฏจราจรและรู้จักการใช้รถใช้ถนน การมีน้ำใจ ควรแนะนำเค้าตั้งแต่วัยนี้ แต่ถึงอย่างไรจำนวนผู้ใช้ถนนในวัยนี้ยังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับวัยรุ่น วัยที่มีความเป็นตัวเองค่อนข้างสูงใครที่ผ่านวัยนี้มาแล้วคงจะเข้าใจดีนะครับ

จากกฎหมายที่เด็กอายุ 15 ปีทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ ทางด้านครอบครัว ก็ไม่จำเป็นจะต้องตามรับตามส่งอีกต่อไป แต่บางครั้งพฤติกรรมการขับขี่ก็อาจเป็นไปตามวัย คงจะต้องทำใจบ้างบางเวลา สำหรับ กลุ่มผู้สูงอายุ บนท้องถนน คนกลุ่มนี้ก็มีสิทธิโดยชอบธรรมเช่นกันในการขับขี่ เพราะเค้าได้ใบขับขี่มานานมากแล้ว และก็ยังไม่มีกฎหมาย ว่าอายุเกินเท่าไหร่ ห้ามขับรถ ที่ผมพูดไม่ได้หมายความว่าคนสูงอายุจะหมดความหมาย ในท้องถนน คนสูงอายุใช้จักรยานยนต์มาก ทั้งหญิงชาย แต่ลองนึกดูว่าท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเรา หากเกิดอะไรขึ้นแว๊ปเดียวไปเลยนะครับ เพราะสภาพร่างกายของท่าน จะต่อสู้กับความเจ็บปวดจากพิษบาดแผลได้หรือไม่ ข้อเข่าก็เสื่อม ตาก็เป็นต้อ เบาหวานก็ขึ้น โรคหัวใจก็รุมเร้า การตัดสินใจช้าลง หายใจก็ช้าลงในที่สุดก็..... คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับ ครอบครัวตัวเองใช่มั้ยครับ ผมคิดว่าตัวคุณเองเท่านั้นแหละครับที่ จะรู้ว่าควรทำอย่างไร จริงมั้ย ผมบอกแล้ว..การจราจรมีปัญหามากกว่าที่คุณเห็น ( ตั้งใจมองกว่าเดิมอีกนิดนะครับ )


Blog Entryแผนที่เก่าภูเก็ตJul 28, '07 12:10 AM
for everyone
เรื่อง / ภาพ : คุณประภัสสร โพธิ์ศรีทอง
หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จังหวัดภูเก็ต
 
แผนที่เก่าภูเก็ต
 
แผนที่ฉบับนี้เป็น แผนที่โบราณในสมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถาน กรุงเบอร์ลิน สาธารณรัฐเยอรมนี จัดได้ว่าเป็นแผนที่ที่สร้างขึ้นโดยคนไทยที่สำคัญฉบับหนึ่ง ที่แสดงที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ บนคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย รวมทั้งเมืองถลางไว้ด้วย จากแผนที่ฉบับนี้ เมืองถลางมีตำแหน่งที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ เหนือเมืองบางครีขึ้นมาเล็กน้อย ไม่ได้แสดงลักษณะเป็นเกาะดังที่ปรากฏในแผนที่ที่ทำขึ้นโดยชาวต่างชาติ ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบการเขียนแผนที่แบบไทยที่รวมเกาะที่อยู่ไม่ไกลนักเข้าไว้บนแผ่นดินใหญ่ก็อาจเป็นได้
   
บริเวณที่เป็นเกาะภูเก็ตในปัจจุบันมีระบุในแผนที่โบราณที่ทำขึ้นโดยคนไทย และชาวต่างชาติ ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ในนาม ถลาง หรือจังซีลอน (Junk Ceylon) ส่วนชื่อ ภูเก็ต นั้น เพิ่งจะปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์เมื่อสมัยกรุงธนบุรี ในฐานะเมืองที่มีการขุดหาและค้าขายแร่ดีบุก ที่อยู่ในความดูแลของเมืองถลาง และต่อมาเมื่อกิจการเหมืองแร่ดีบุกเจริญขึ้น เมืองภูเก็ตจึงได้กลายมาเป็นศูนย์กลางที่สำคัญแทนที่เมืองถลาง และได้รับการตั้งให้เป็นมณฑลภูเก็ต ใน พ.ศ.2435 ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นจังหวัดภูเก็ตเมื่อ พ.ศ.2476 นี่เอง
 
และนี่ก็เป็นแผนที่ที่คนไทยเขียน เพราะโดยปกติแล้วเราจะได้รับข้อมูลจากแผนที่จากชาวต่างชาติเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนั่นเป็นมุมมองที่อาจมองมาจากด้านนอกเข้ามาหาแผ่นดินใหญ่ เพราะส่วนใหญ่แล้วชาวต่างชาติเดิยทางเข้ามาโดยทางเรือ แต่แผนที่ฉบับนี้เป็นอีกมุมมองที่มองจากแผ่นดินใหญ่ออกสู่มหาสมุทร ที่น่าสังเกตถลางก็เป็นจุดหนึ่งที่ปรากฏอยู่บนแผนที่ฝีมือคนไทย นั่นอาจจะเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของเมืองภูเก็ตเมืองนี้

ปฐมบท แห่ง มหาสงคราม ศักสิทธิ์

 

บนดินแดนอันแสนกว้างใหญ่ไพศาลหรือจะเรียกว่า ดินแดนแห่ง สยาม ...

. จุดที่อุดมสมบูรณ์แหล่งรวมแห่งสรรพชีวิตทั้งหลายถูกจารึกไว้ด้วยสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาในนามดินแดนแห่ง " สยาม " ตั้งแต่สมัยโบราณกาล แม้ที่มาแห่งต้นกำเนิดจะไม่แน่ชัดถึงความหมายที่แท้จริงของชื่อนี้แต่ทุกสรรพสิ่งก็ได้รำลึกและรู้ว่าสิ่งที่ตนเหยียบย่ำอาศัยอยู่นี้มีชื่อว่าอะไร .. และเมื่อสิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่า " มนุษย์ " ได้ถือกำเนิดขึ้นมา!  มันสมองที่มีปัญญาเหนือจากสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาก่อนหลายเท่าตัว...

สิ่งนั้นได้เปลี่ยนแปลงการคงสภาพของดินแดนสยามไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  จากการเรียงหินเป็นรูปทรงเพื่ออยู่อาศัยไปเป็นตัดไม้สร้างสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ปัญญานั่นถูกใช้เพื่อตัวเองและพวกพ้อง  แต่ ดินแดนสยาม ไม่ได้มีแค่สิ่งที่มองเห็นเพียงผิวเผินบนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้เท่านั้น  แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตร่วมดินแดนและรวมไปถึงปรากฏการณ์ประหลาดที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง  ผืนทะเลที่มีสีสันต่างๆกัน ในแต่ละพื้นที่ราวกับมีชีวิตและอีกหลากหลายอย่างที่ ต้องก้มลงมองถึงเห็น แหงนมองท้องฟ้าถึงได้รู้  บางครั้งเพียงแค่หลับตาก็สัมผัสได้....

 

ในดินแดนแห่ง สยาม มนุษย์ไม่ได้ถือกำเนิดมาเพียงเผ่าพันธุ์เดียวเท่านั้น และด้วยสติปัญญาของ มนุษย์ ที่มีความสามารถในการผสมผสานสิ่งต่างๆอันมีมากมาย สุดพรรณนาบนดินแดนที่สุดกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ แต่น่าเสียดายที่ช่วงชีวิตของมนุษย์นั้นไม่ได้ยืนยาว เหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่เกิดขึ้นมาก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น บนดินแดน สยาม  การผสมผสาน สิ่งต่างๆของมนุษย์บางกลุ่มได้เปลี่ยนแปลงลักษณะเดิมของตัวเองให้สามารถมีชีวิตยืนยาวได้ ซึ่งมนุษย์บางกลุ่มใช้ประโยชน์จากธรรมชาติด้วยการใช้ประโยชน์จาก " พืช "  ระดับสิ่งมีชีวิตที่อยู่สูงที่สุดในการให้กำเนิดพลังแห่งชีวิตจนไปถึงขั้นต่ำที่สุดในการย่อยสลาย

 

แต่... ผืนแผ่นดินของ สยาม มิได้ย้อมด้วยสีเขียว จากธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์เสียทั้งหมด  เทือกเขาอันหนาวเหน็บปกคลุมไปด้วยสีขาวของหิมะ ทะเลทรายอันร้อนละอุที่ว่างเปล่าอ้างว้าง ภูเขาสูงและหุบเหวลึก สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาต่ำกว่าก็ใช่ว่าจะโง่เขลาไปเสียทุกตน เหตุเพราะวิวัฒนาการไม่ได้บังเกิดแต่เพียงกับมนุษย์เพียงเท่านั้น...

 

" หิมพานต์ "  คือเหล่าสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาก่อนมนุษย์  ร่างที่มีพลังสถิตย์อันมหาศาล ลักษณะพิเศษอันอัศจรรย์ของสัตว์ป่า  พลังที่แฝงความลี้ลับที่กลั่นกรองมาจากรุ่นต่อรุ่นสิ่งที่มีความเข้มแข็งจนมองเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นราวกับมดปลวก

 

ทว่า... ความอัศจรรย์ของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ที่พยายามต่อต้าน โดยมีจุดมุ่งหมายของอิสรภาพ เพื่อไม่อยู่ภายใต้อำนาจของ เผ่าหิมพานต์  เมื่อร่างกายที่อ่อนแอไร้พลังสถิตย์อย่างมนุษย์ต้องต่อกรกับ สิ่งมีชีวิตที่มีพลังดุจเทพเจ้า ที่ถูกขนานนามว่า " สัตว์เทพ " หลายต่อหลายครั้ง ความยาวนานในการหาทางต่อสู้กับเหล่าสัตว์เทพขัดเกลาความรู้ด้านยุทธวิธี  ความเข้าใจในจุดแข็งจุดอ่อนความเข้มแข็งทางแขนง " วิชายุทธ " จึงก่อเกิดขึ้นแต่นั่นยังไม่สามารถทำให้กลุ่มมนุษย์ผู้ต่อต้านสามารถเอาชนะได้  สิ่งที่เหลือไว้บนสมรภูมิคือเลือดเนื้อของเพื่อนพ้องที่กระจัดกระจายอยู่ทุกหนแห่ง

 

เพื่ออิสรภาพของตนพวกเขาไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้  มันสมองอันเป็นจุดเด่นของพวกเขาได้หาสิ่งต่างๆนาๆมาสร้าง " ศาสตาวุธที่ทรงพลัง "  เพื่อต่อกรกับเขี้ยวเล็บของเหล่าเทพอสูรเหล่านั้น... และสิ่งที่มนุษย์ได้ค้นพบ คือ...โลหะ

 

" โลหะ " คือสิ่งที่เหล่ามนุษย์ผู้อยากเป็นอิสระค้นพบและใช้ในการสร้างอาวุธขึ้นมาด้วยความร้อนแรงของภูเขาไฟ เสียงปะทะแรงกล้า  ดังสนั่น  ประกายเจิดจ้าจากไฟจากแรงเสียดสีระหว่างเขี้ยวเล็บและโลหะได้ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อำนาจเวทย์มนต์แห่งสัตว์เทพเจ้าถูกหักล้างด้วย ศาสตราวุธที่กวัดแกว่งไปอย่างกล้าหาญองอาจ  เลือดเนื้อของเหล่าสัตว์เทพเริ่มปะปนกับเลือดเนื้อมนุษย์ที่พ่ายแพ้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  หนทางของเหล่าผู้ต้องการอิสระเริ่มเปิดกว้างขึ้น ด้วยความพยายามที่จะอยู่รอด  จนในที่สุดสยามทวีปก็ได้ถูกกลุ่มนักรบ ผู้กล้าเหล่านี้ครอบครอง และได้ตั้งรกราก บนพื้นที่ดินแดนเหล่านี้ และสถาปนาขึ้นเป็นนคร ซึ่งต่อมา ดินแดนแห่งนี้คือ " ศาสตรานคร "

 

ส่วนผู้ที่เคารพรักในสัตว์เทพเจ้าและอยู่อย่างสันติในพงไพรก็ได้ก่อตั้งดินแดนเพื่อบูชาสัตว์เทพเจ้า  และตัดขาดจากเหล่ามนุษย์ที่ไม่เจียมตัวท้าทายสัตว์เทพเจ้า แห่งป่าหิมพานต์ ดินแดนแห่งพงไพรนี้คือ ......... " ไพรพณานคร "  การอยู่ร่วมกันฉันมิตรนี้มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งช่วยลบความบาดหมางในตัวมนุษย์กับสัตว์เทพเจ้าได้  เติมเต็มความรักและบั่นทอนความชั่วร้ายของสรรพชีวิตโบราณหลายชนิดจนมีการรวมจิตสื่อใจซึ่งกันและกัน  ไพรพณานครจึงเป็นดินแดนแห่ง " ความอุดมสมบูรณ์ "  ทั้งธรรมชาติและมิตรภาพอย่างแท้จริง....

 

ในจุดเด่นเรื่องมันสมองของมนุษย์เริ่มเป็นปัญหากับเหล่าสัตว์เทพเมื่อพวกสัตว์เทพอ่อนแอลง  จังหวะเหมาะของ " การเรียนรู้ไร้ที่สิ้นสุด " ก็ค่อยๆกำเนิดขึ้น  ปรัชญาแห่งศาสตร์ปัญญาได้ก่อกำเนิด อัจฉริยะ ผู้ที่มีสติปัญญา แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประศาสตร์ของ ดินแดน สยาม นั่นคือ  " ไสยวิน "  นามของนักปรัชญา ผู้ใช้สติปัญญาที่เหนือกว่าทั้งมนุษย์ทั่วไปและเหล่าสรรพชีวิตอื่น  ศึกษาปรากฏการณ์ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสยามทวีปอย่างสุขุม  ทั้งแผ่นดินพงไพร  ทะเลทรายกว้าง  โขดหิน ความลี้ลับแห่ง " ศาสตร์มืด " และ " พรแห่งตะวัน "  กับ " พลังไสยธาตุ " ถูกจดบันทึกและทดลองในทุกๆย่างก้าวที่พบเห็น  ไสยวินยังมีสาวกผู้นับถือตนและชาญฉลาดกว่ามนุษย์ทั่วไปอยู่มาก  พวกเหล่านักปรัชญานี้ไม่สนใจในเรื่องการต่อสู้กับเหล่าสัตว์เทพแม้แต่น้อย  ไสยวินได้ทำการตกลงกับสัตว์เทพเจ้าผู้แข็งแกร่งที่สุด นั่นก็คือ  " พญาวิหกเพลิง "  เทพแห่งไฟเพื่อจะขอออกไปหาความรู้จากพรหมแดนนี้ แต่ข้อแม้ได้ถูกกำหนดให้ ไสยวิน ต้องประลองกับพญาวิหกเพลิงเสียก่อน  หากสามารถโค่นตนได้ถึงจะสามารถผ่านไปได้ ซึ่งการต่อสู่ครั้งนั้น เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นที่ตื่นตระหนกกับเหล่าสัตว์เทพเป็นอย่างมาก  แต่นั่นไม่ใช่ว่า ไสยวิน มีพลังเทียบเคียงกับพระเจ้าเพียงเขาได้แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของมนุษย์นั้นสามารถทำในสิ่งที่แม้แต่เหล่าสัตว์เทพผู้อยู่ก่อน ทำไม่ได้นั่นคือ " การประยุกต์ "  และ  " ผสมผสาน "  หมดยุคที่สิ่งมีชีวิตโบราณจะดูถูกสิ่งมีชีวิตผู้มาหลังว่า " อ่อนแอ "  อีกต่อไป

 

 

การต่อสู้จบด้วยการหายสาปสูญไปของทั้งสองด้วยอาคมลึกลับ  ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงเมื่อเทพเจ้าแห่งไฟหายสาปสูญ  เหล่านักปราชญ์เป็นอิสระจากหิมพานต์ พวกเขาได้ไปตั้งรกรากอยู่ใจกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุจุดแกนกลางดินแดนที่แสงตะวันสาดส่องตลอดเวลา.... ซึ่งเป็นที่มาของ มหานคร ที่รวบรวม ศาสตร์แห่งปัญญาได้ทุกแขนง นั่นคือ ไสยวินคร

 

บทบาทของสิ่งมีชีวิตผู้มาหลังถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนเป็นสามเผ่าใหญ่ๆ ภายหลังได้มีการรวมตัวและจัดตั้งเป็นมหานครขึ้น ประกอบไปด้วย  " ไพรพณานคร "  " ศาสตรานคร " และไสยวินนคร  ความเป็นอยู่ของมนุษย์เริ่มสั่นคลอนต่อสัตว์เทพทั้งในแง่ดี  และแง่ร้าย  ดำเนินไปตามฟันเฟืองแห่งประวิติศาสตร์

 

....จนกระทั่งการมาของเทพพยากรณ์ผู้ยิ่งใหญ่ของทั้งสามโลกได้กล่าวถึงจุดจบแห่งอารยธรรมมนุษย์ไว้ว่าทุกสิ่งจะพินาศด้วย อำนาจมืด และ พลังที่ชั่วร้าย เกินกว่าจะบรรยาย โดยน้ำมือของ " มหาเทพอสูร "  ในตำนาน ซึ่งเป็นที่หวาดหวั่นและหวาดกลัว ของมหานคร ทั้ง 3 เป็นอย่างมาก แต่เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไป ความรู้สึกนั้นมันก็หายไปตามกาลเวลา...

 

 

เมื่อเวลาผ่านไป หลายร้อยหลายพันปี จนกระทั่งถึงยุคที่จิตใจ มนุษย์ เริ่มตกต่ำ เห็นผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก มีการแข่งขัน แก่งแย่งชิงดี ชิงเด่นระหว่าง มนุษย์ ด้วยกันเอง ยุคของการเห็นแก่ตัว น้ำใจและมิตรภาพ เริ่มจะขาดแคลน ความชั่วร้าย กำลังจะเข้ามาครอบครองจิตใจมนุษย์ และมาถึงยุคแห่ง มหาสงคราม ที่มนุษย์เป็นผู้ก่อ โดยใช้ อำนาจ สติปัญญา ในการห่ำหั่น กันเอง โดยการแผ่อำนาจ ขยายดินแดน เพื่อความเป็นใหญ่ ของทั้ง 3 นคร จึงได้เกิดการทำสงครามระหว่างเมืองเกิดขึ้นเรื่อยมา ความสัมพันธ์ ของมหานครทั้ง 3 จึงได้กลายมาเป็น อริราชศัตรู ที่อยู่ร่วมดินแดนกันมิได้ และตั้งแต่บัดนั้น สงคราม อันยิ่งใหญ่ มหาสงครามที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงได้ ประทุขึ้น และ เป็นที่มาของ ไตรพินาศ มหาสงครามศักดิ์สิทธิ์ เป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่ มนุษย์ ได้ถือกำเนิดมา.....

 *************************

บทความโดย...ณัฐวุฒิ  นำมณีวงค์   เจ้าของเกมส์ออนไลน์ เด็กภูเก็ต

http://www.siamgame.com/

 


ddd
dThumbnaild
ddd
ใครเลี้ยงใครอะเนี๊ย ........

ddd
dThumbnaild
ddd
โอ้ว...นั่นมันอะไรกันนี่ ภาพเก่าพวกนี้มันยังอยุ๋เลยเอามาดูกันเล่นๆ555 ไม่อาย ชาวโลกกันบ้างเหรอเนี๊ย ..

มาชาร์จแบตเตอรี่ ชีวิต….ที่เกาะรังใหญ่ กันเถอะ 

     
    ผมเป็นคนอยู่บนเกาะ จะแปลกมั้ยถ้าผมจะไปเที่ยวเกาะอีก ฮ่าๆๆๆๆ ไม่แปลกเลยครับ ถ้าคุณได้มาสัมผัสแล้วคุณจะรู้ เกาะแต่ละที่ก็มีเสน่ห์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้ผมกำลังนำท่านไปเที่ยวเกาะแห่งหนึ่งที่เป็นเกาะส่วนตั๊ว ส่วนตัว เป็นเกาะบริวารของเกาะภูเก็ต คือ เกาะรังใหญ่
ออกเดินทางเพียง 10 นาที ด้วยเรือ Speed Boat หรือเรือหางยาว จะขึ้นเรือที่แหลมหิน หรือ Boat Lagoon ก็แล้วแต่ใช้บริการ แค่อึดใจก็ถึงเกาะรังใหญ่แล้ว ผมกระโจนลงจากเรือ บรรยากาศของเกาะรังทำให้ผมต้องแปลกใจ ทำไมถึงได้เกิดความรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวเช่นนี้

 

       ทำไมถึงชื่อเกาะรังใหญ่ ในอดีตมีตำนานเล่าว่าที่นี่มีปลาลัง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ปลาทู" นั่นแหละ เอาเป็นว่าคล้าย ๆ กัน มาอาศัยและหากินในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก ชาวประมงจึงเรียกเกาะแห่งนี้ว่า "เกาะปลาลังใหญ่" ต่อมาได้เพี้ยนเป็น "เกาะรังใหญ่"
ที่นี่มีฟาร์มมุกด้วย คณะของเราเข้าฟังการบรรยาย และสาธิตการลี้ยงมุก ทำให้ผมรู้ว่าทำไมมุกถึงมีราคาแพงมากขนาดนี้ เพราะกว่าจะได้มาต้องใช้เวลา

      เกาะรังใหญ่เป็นเกาะส่วนตัวที่ไม่มีที่พัก เป็นเกาะ ยกเว้นว่าถ้าใครจะพักต้องตั้งแคมป์พักแรกกันเท่านั้น ส่วนใหญ่นอกจากนักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวที่เกาะรังใหญ่แห่งนี้แล้ว ก็จะไปดำน้ำดูปะการังที่เกาะไข่นอกด้วย และจะมาทานอาหารที่เกาะรังใหญ่แห่งนี้ พวกเราจับจักรยานกันคนละคัน ปั่นใช้พลังกันหน่อย กว่าจะรอบเกาะก็เหงื่อท่วมกาย บางรายก็ชอบเล่นกอล์ฟก็ตีกันไป ที่นี่มีกิจกรรมเยอะแยะเลยทีเดียว ทั้งยิงปืน เปตอง ปั่นจักรยานรอบเกาะ มินิกอล์ฟ พายเรือแคนู วอลเล่ย์บอล ผมว่าเหมาะทีเดียวเลยหากใครมากันเป็นทีมเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน สร้างความสามัคคีเป็นหมู่คณะ

   
     
     อาหารมีมากมายหลากหลายชนิดให้เลือก สด ใหม่ อยู่เสมอ อร่อยมาก ตบท้ายด้วยผลไม้เย็นฉ่ำชื่นใจจริง ๆ พวกเราแยกทำกิจกรรมกันเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มผมให้ความสนใจที่ชายหาด ใต้ร่มไม้ใหญ่ คุยเรื่องกิจกรรมของพวกเรา เคล้าเบียร์กระป๋องที่เย็นเฉียบ กับสายลมที่มาปะทะกับผิวกายที่มีเพียงกางเกงขาสั้น ที่เอนกายบนเก้าอี้ชายหาด อื้ม.........

     มันช่างสดชื่นเสียนี่กระไร ผมลืมไปเลยว่าความทุกข์และปัญหาที่สุมอยู่ตลอดเวลาในช่วงวันเวลาทำงานมันหายไปไหนก็ไม่รู้

    ใกล้ 4 โมงแล้ว เรายุติการคุยไว้เพียงเท่านี้ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ขึ้นเรือกลับสู่เกาะภูเก็ต
"เรือมารับเราแล้ว" อีกอึดใจเราก็กลับไปเริ่มต้นกับงานและปัญหานานับประการ 
  โอ้ย....แต่ไม่เป็นไร ผมสู้ตาย เพราะผมได้ชาร์จแบตเตอรี่แล้ว    เกาะรังใหญ่ .... ผมรักที่นี่จัง
                                                                                      

 

 

 

 

เรื่อง / ภาพ  : นายมอร์แกน  
 

© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help