98.0 IT Radio Phuket Thailand

morgan's posts with tag: konphuket

What are tags? You can give your posts a "tag", which is like a keyword. Tags help you find content which has something in common. You can assign as many tags as you wish to each post.
View posts by people in your network with tag konphuket
ddd
dThumbnaild
ddd
งานนี้รวบรวมชาว Punk ทั้งหลาย มากันถ้วนหน้า แบบว่า ครั้งนี้ ทุ่มทุนสร้างมหาศาล นานๆจะเกิดขึ้นแบบนี้สักที เรารู้สึกว่าดีนะที่มี กิจกรรมแบบนี้ให้ซะใจกัน คุณ Bird หัวเรือใหญ่ ทำออกมาได้ดีมากครับ 98.0 IT Radio phuket ดีใจที่ได้มีส่วนร่วม

ddd
dThumbnaild
ddd
ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจมาหรอก ขับรถมาเรื่อยๆจากภูเก้ต ว่าจะไปวันเดียวกลับ ที่ไหนได้ มาถึงกระบี่หลง เสนห์ ทุกที เลยนอนเสีย คืนนึง ไปสระมรกต สวยงามมาก ผู้คนเยอะแยะมากมาย ก่ายกอง มาจกไหนกันเนี๊ย 555 เส้น ทาง ก็สะดวกสบายกว่าแต่ก่อนที่เคยไปเมื่อหลายปีก่อน ลองไปดูนะ
www.konphuket.com

ไปชิมมาแล้ววววว


Import.flv (11.0 MB)

ddd
dThumbnaild
ddd
เสาร์อาทิตย์นี้ผมกับเพื่อน นัดแนะกันเรียบร้อย โดยไกด์ ยุทธ สุดสวาท จะไปพักผ่อนกันที่ สัสดีลากูน ก่อนไปก็คิดกันหลายอย่างว่ามัน จะ โค มั้ย ตัดสินใจอยุ๋นาน แต่ หลายคนบอกว่า อยากไปนอนเต้นท์ กันดูบ้าง ก็เลย ว่า งั้นไปสวัสดีลากูนละกัน บ่าย วันเสาร์ เรามุ่งหน้าตรงไปยังจังหวัดพังงา ผ่านโคกกลอย เส้น ทางจะไปเขาหลักนั่นแหละ ก่อนจะถึง ตัวเมือง ท้ายเหมือง ก้ ถึงที่หมาย สวัสดีลากูน เส้นทางสะดวกดี ตอนเข้าไปก็ ยังไม่แน่ใจ ว่าจะดีมั้ย ไปไปถึง ถึงกับ งง ว่า โอ้ว มันช่าง เหมือน หลุดเข้ามาอีก โลกหนึ่ง ที่เงียบ และ บรรยากาศ อบอุ่น ยิ่งนัก
ผมกับ เพื่อน ประเดิม ด้วย ปั่น จักรยาน รอบ ขุมน้ำ โอ้ว มันช่าง ได้ อารมณ์ หมดแรง ไปตามๆกัน เย็นๆ ทีมงาน อีกกลุ่ม ก็มาสมทบ ก็ได้เวลา ทานข้าวพอดี

หลังมื้อ ค่ำ ก็ พักผ่อน ซาวน่า กันเพื่อนสำหรับ สาวๆ หนุ่มๆก็ ฟาก ปิงปอง กันแล้ว เปิดพุงนอน 555

คืนนัน้ผมกั บท่านยุทธ และวู๊ดดี้ นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศ หมดไปเกือบลัง ก้ ตี 1 กว่าก้ เข้านอน ที่นี่ นอนเต้นท์ แต่ กว้าง มาก มีเตียงแบบแคร่ ให้นอน นุ่มๆ แล้วก็ มีให้เลือกว่าจะ ชอบแบบไหน มี บ้านพักด้วย เต้นท์เล็กด้วย หรือจะเต้นท์ ใหญ่ แบบ ผมก็ได้นะ มีพัดลมด้วย

แต่ ไม่ได้เปิดเลย ก้ มัน เย็น มาก นอนอุ่น สบายเลย
...........
เช้ามา ก้ กินอะไรกันนิดหน่อย ก้ บางกลุ่มก็ สวีท กันด้วย การปั่นจักรยาน ผมก็ พายเรือแคนู มันส์ไปอีกแบบ

ก่อนเที่ยงก็ ออกเดินทาง ลา สวัสดีลากูน

โอ้ว สุดยอด ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง

เราแวะที่น้ำตกลำปี ที่นี่ อืม เย็น สวย ด้วย ธรรมชาติ เล่นน้ำตก น้ำเย็นมากกกก ปลาก็เยอะ หมดแรงเลย
หิวแล้ววววววว

มุ่งหน้าตรง ภูเก้ต ตั้งใจว่า จะ มากิน ข้างเที่ยง แถว หาดทรายแก้ว แต่ เอ..ก่อนมา ก้แวะทานแล้วงั้น ตัดสินใจ เลี้ยวเข้า ท่านุ่น ซีฟู๊ด ดีกว่า แล้วก็ไม่ผิดหวัง อิ่ม พุงกาง หมดแรงกันไปตามๆกัน

พักผ่อน ครู่เดียว ก็ กลับสู่ภูเก้ต ขับรถมา แทบหลับ 555

สนุกมาก มาถึงบ้าน หลับเลย ตบท้าย ค่ำๆ ก็ ไปกิน พิชช่า ฉลอง ครบรอบ 1 ปี การแต่งงานของ ดีเจ ต่าย อ่า ......มีความสุข จริงๆ ทริปนี้

ขอบคุณ คนภูเก้ต ทัวร์ คุณเก๋ ที่ ติดต่อ ทุกอย่างให้เรา และ ขอบคุณ ทุกคน ที่ สนุก ไกด์ ยุทธ สุดสวาท และ ผองเพื่อน
www.konphuket.com

ddd
dThumbnaild
ddd
อาทิตย์นี้สนุกมากครับ ทีมงานของเรา ตื่นแต่เช้าเลย ไม่ได้ไปทำบุญตักบาตร ตามเคย ตามประสาคนธรรมะรรมดม ของพวกเรา กลุ่มครใจบุญทำแต่กรรมดี ( ฮา ) แต่ ตื่นเช้าไป ช่วยขนของ น้องโอ๋ เพราะเค้าย้ายบ้าน 555 ผมกับท่านยุทธ ทั้งสอง ลุยกันตั้งแต่เช้าเลย โอ้ว ขนของเมื่อยปากเลย
อ้อ ก่อนไปขนของ เราแวะกินขนมจีบ ที่ร้าน อะไรไม่รุจำไม่ได้ เลยสนามสุรกุล ไปทางโรงเรียนวิชิต ที่นี่ ทำอาหารออกมาดูดี น่ากิน ใช้ได้เลย
******
บ่ายโมงกว่าก็แวะไปกินหมี จี้ สุ ที่ กะทู้ งานนี้ ก็สุดยอด อิ่มเลย ดีเจ กระต่าย กับ ดีเจ ลุกปลา ตามมาสมทบ

เกือบหลับเลย มันอิ่มมาก ที่นี่ เค้าก็เจ้าเก่าแก่ นะ เสียดายไม่มีรุปมาให้ดู
.........................
เกือบ บ่าย สอง ผมก็กลับมาเอากล้อง แล้ว นัด เจอทีมงาน พร้อมกัน ลุยไปถ้ายเหมือง

ขับไปเรื่อยๆแวะดิ่มกาแฟ กันบ้าง แถวโคกกลอย อร่อย และราคาถูกด้วย
แนะนำเลย แถวปั้มน้ำมัน นั่นแหละ
กว่าจะถึงท้ายเหมือง 5555
แวะตลอด เข้าห้องน้ำมั่ง ตามหา ชายหาดกันมั่ง ไม่เจอเลยสักแห่ง
ประเทศไทยนี่แปลก สถานที่ท่องเที่ยว มักจะมีป้าย ชี้เข้าไป พอเข้าไป ป้ายบอกทางหายหมด ไม่เหลือ ต้องถาม กันไปเอง ดันไปเจอ ลุงขี้เมา อิอิ

ถามทางไป เหมือนเราเมาไปด้วย ไม่เจอสักที่

กลับออกมา ไปตาหาน้ำตกโตนไพร เจอแน่ แต่โอ้ว ไม่ไหว
สภาพ รถ และก้ คนไปคงไม่ไหวเพราะเส้นทางมันค่อนข้าง ไม่สะดวก เลย กลับ
สุดท้ายเลย มาเดินเที่ยวงาน นี่แหละ
ได้ภาพ อารมณ์ อุ่นๆ ของบรรยากาศ เย็นๆ และ ความมีสุนทรียของการกินอยุ๋และการตกแต่งร้านของที่นี่มัน น่ารักมาก ดูเอาเองละกันนะ ทุกอย่างตั้งใจจัดวาง ชวนให้น่ากิน เราก็กินกันซะ
.....

ตกค่ำ ก้มากินข้าวใน ตัวเมืองท้ายเหมือง ยังเจอ อารมณ์ เก่าๆ ที่ยังสัมผัสได้แม้เหมือนจะหายใจรวยริน แต่ผมมั่นใจว่ามันยังคงมีชีวิตอยุ่อีกนาน ถ้า ทุนไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งกับเค้า เมืองเก่า ยังคง คลาสสิก ครับ

ใกล้ๆแต่ ได้ใจ จัง
ขอบคุณคุณยุทธ และทีมงาน ที่ นำทาง .......

ddd
dThumbnaild
ddd
ขับรถ เพลิน หลุดเข้าไปลึกเลยทีเดียว ไปไหนแล้วไม่รู้โอ้ว ทางขึ้นเขา น่ากลัวดี วังเวงมาก ใจหายใจ คว่ำ แต่ กว่าจะโผล่มาได้ ไม่น่าเชื่อว่านี่ ภูเก็ต นี่เอง เหมือน อยู่ต่างจังหวัดเลย เคยไปกันหรือ ยัง ท่าเทียบเรือ อ่าว ปอ ภูเก็ต

ddd
dThumbnaild
ddd
เล่นเพลิน ปีนเก้าอี้ แล้วไม่สำเร็จ ร่วงตกลงมา เจ้ากรรมเก้าอี้ หล่นตามมา เจอเหลี่ยมเข้าให้ที่กลางหน้าผาก พอดี เย็บไป 3 เข็ม เลยมา ชี้ ทำ แผน ที่ เกิดเหตุ

ddd
dThumbnaild
ddd
ตอนนั้นไปเที่ยวกันโอ้ว...ก็สนุกดี แต่มันเป้นยังไงแล้วจำไม่ค่อยได้แล้วแต่รู้สึกว่าเพื่อนผม เกือบเป็นลม หิวเกิน...

ddd
dThumbnaild
ddd
๑. ชื่อโครงการ โครงการลานเมืองสร้างสรรค์ – ตลาดนัดศิลปะภูเก็ต
๒. หลักการและเหตุผล
จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นในด้านของภูมิประเทศ โดยเป็นจังหวัดที่เป็น
เกาะแห่งเดียวในประเทศไทย นอกเหนือจากนั้นยังมีความหลากหลายของวัฒนธรรม โดยมีการแสดงออกผ่านทาง ลักษณะของผู้คน ภาษา การแต่งกาย และศิลปะ
ศิลปะดังกล่าวยังแตกแขนงออกไปมากมาย โดยมีเหล่าศิลปินผู้สร้างสรรค์งานที่มีที่มาแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ศิลปินในท้องถิ่น ศิลปินจากจังหวัดอื่น ภาคอื่น และประเทศอื่นๆ รูปแบบของงานศิลปะในปัจจุบันออกไปในแนวศิลปะร่วมสมัย ( Contemporary Art) และหลากหลายในการ
โครงการลานเมืองสร้างสรรค์ – ตลาดนัดศิลปะภูเก็ต จัดขึ้นโดยศิลปินและผู้เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมทั้งในท้องถิ่น ส่วนกลาง และจังหวัดอื่นๆ องค์กรภาครัฐบาลและเอกชน รวมถึงประชาชนในจังหวัดภูเก็ต เพื่อสร้างพื้นที่กลางและตลาด เวที หรือแหล่งที่เหล่าศิลปินในแขนงต่างๆ โดยเฉพาะงานด้านจิตรกรรม จะสามารถสื่อสารงานศิลปะได้ ทั้งนี้โครงการนี้จะถือเป็นจุดกำเนิดแห่งการดำเนินการอันต่อเนื่องของกิจกรรมการสื่อสารศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในจังหวัดภูเก็ตต่อไป
๓.วัตถุประสงค์
๓.๑ เพื่อเผยแพร่งานศิลปะและวัฒนธรรมในภูเก็ตให้แพร่หลายและยั่งยืน
๓.๒ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกรัก หวงแหนและสืบทอดศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติ
๓.๓ เพื่อก่อให้เกิดการสร้างสรรค์งานศิลปะของศิลปินทุกแขนงและประชาชน ซึ่งเป็นงานที่หลากหลาย แตกต่าง และงดงาม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมงาน
๓.๔ เพื่อเป็นศูนย์รวมผู้คนที่จะใช้เป็นที่พบปะและเสพความงามแห่งงานศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆ
๔. วัน / เวลา
โครงการลานเมืองสร้างสรรค์ – ตลาดนัดศิลปะภูเก็ต เป็นโครงการที่วางเป้าหมายไว้ระยะยาว จึงกำหนดช่วงระยะเวลาดำเนินการดังนี้
ครั้งที่ ช่วง วันที่ สถานที่
๑. จุดชนวนกิจกรรม ๑๗-๑๘ ส.ค. ๒๕๕๐ ลาน ๗๒ พรรษาฯ
๒. นำร่องกิจกรรม ๘-๗ ก.ย. ๒๕๕๐ ลาน ๗๒ พรรษาฯ
๓. สานต่อกิจกรรม ๕-๖ ต.ค. ๒๕๕๐ ลาน ๗๒ พรรษาฯ
๔. สานต่อกิจกรรม ๒-๓ พ.ย. ๒๕๕๐ ลาน ๗๒ พรรษาฯ
๕. สานต่อกิจกรรม ๗-๘ ธ.ค. ๒๕๕๐ ลาน ๗๒ พรรษาฯ
๖. เมืองแห่งการสร้างสรรค์ ๔-๕ ม.ค.๒๕๕๑ ลาน ๗๒ พรรษาฯ
๗. เมืองแห่งการสร้างสรรค์ ๑-๒ ก.พ.๒๕๕๑ ลาน ๗๒ พรรษาฯ
๘. เมืองแห่งการสร้างสรรค์ ๗-๘ มี.ค.๒๕๕๑ ลาน ๗๒ พรรษาฯ
๙. เมืองแห่งการสร้างสรรค์ ๔-๕ เม.ย. ๒๕๕๑ ลาน ๗๒ พรรษาฯ
๑๐. เมืองแห่งการสร้างสรรค์ ๒-๓ พ.ค.๒๕๕๑ ลาน ๗๒ พรรษาฯ
๑๑. เมืองแห่งการสร้างสรรค์ ๖-๗ มิ.ย. ๒๕๕๑ ลาน ๗๒ พรรษาฯ
๑๒. เมืองแห่งการสร้างสรรค์ ๕-๖ ก.ค. ๒๕๕๑ ลาน ๗๒ พรรษาฯ

๕. รูปแบบของกิจกรรม
๕.๑ งานศิลปะ
๑.๑ ศิลปกรรม – ภาพเขียนสีน้ำ สีน้ำมัน ภาพพิมพ์ สื่อผสม ศิลปะการจัดวาง โดยมีเป้าหมายศิลปินที่
เข้าร่วมแสดงงานประมาณ 50 คน
๑.๒ เทคนิคการถ่ายภาพ – งานแสดงภาพถ่าย การแสดงร่วมสมัย
๑๓ ลานออกแบบกราฟฟิก – งานแสดง สาธิต และการแสดงร่วมสมัย
๕.๒ ดนตรี นำเสนอในรูปแบบของวงในแนวไทยสากล ไทยลูกทุ่ง ไทยร่วมสมัย สากล ไทยผสมสากล และดนตรีในรูปแบบของการแสดงเดี่ยว อาทิ เดี่ยวไวโอลิน ขิม ขลุ่ยเปียโน วงดุริยางค์ ดนตรีไทย ฯลฯ
๕.๓ วรรณกรรม กิจกรรมการทำหนังสือทำมือ จำหน่ายหนังสือทำมือหรือหนังสือที่จัดทำในภูเก็ต กิจกรรมเสวนาวรรณกรรม พบปะนักเขียนหรือกวี กิจกรรมการประกวดและอ่านบทกวี การแสดงประกอบบทกวี ฯลฯ
๕.๔ หัตถกรรม สาธิตงานหัตถกรรมในรูปแบบต่างๆเช่น การแกะสลัก การร้อยลูกปัด ลูกปัดโบราณ การทำเครื่องมือ เครื่องใช้ แกะสลักผลไม้ ฯลฯ
๕.๕ อาหาร การออกร้านและสาธิตการทำอาหารพื้นเมืองภูเก็ต อาหารประจำภาค อาหารนานาชาติ สินค้าโอทอป
๕.๖ การแสดง การแสดงท้องถิ่น อาทิ รองเง็ง มโนราห์ หนังตะลุง ลิเกฮูลู การแสดงสากล อาทิ Performance Art บัลเล่ย์ ลีลาศ การแสดงประยุกต์ต่างๆ อาทิ โขนประยุกต์ โมเดิร์นด๊านซ์ ฯลฯ

๖. ความร่วมมือและผู้รับผิดชอบโครงการ กลุ่มภูเก็ตเพื่อเยาวชน ค้นวัฒนธรรมเมือง ทั้งภาครัฐ และเอกชน
๘. ผู้สนับสนุนโครงการ
๘.๑ สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
๘.๒ เงินสนับสนุนจากองค์กรรัฐและเอกชน
๙. การชี้วัดความสำเร็จ
๑ จำนวนผู้เข้าร่วมงาน ประมาณ 2000 คนต่อวัน
๒ ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานโดยวัดจากแบบสอบถาม

๑๐. ความคาดหมายกิจกรรม
กลุ่มคาดหมายจะให้เป็นกิจกรรมประจำเมือง จากการจัดเดือนละ 1ครั้ง ใน 1 ปี กลายเป็นลานสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยประจำเมืองที่มีกิจกรรมเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ เป็นจุดศูนย์รวมการแสดงออกในทางสร้างสรรค์ของเยาวชนและอาจจะเป็นสถานที่ที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติในอนาคต
ประสานงานกลุ่ม :
นายณรงค์ พรหมจิตต 08 9474 5253, สัมฤทธิ์ เพชรคง 08 6273 5440, คุณอ้น อัจจิมา 08 6685 4223

กำหนดการ
ลานเมืองสร้างสรรค์ และตลาดนัดศิลปะภูเก็ต
ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๐
ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา มหาราชินี ( ลาน ๗๒ พรรษา )
ถนนถลาง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐
เวลา ๑๘.๐๐ น. แขกผู้มีเกียรติพร้องกัน ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา มหาราชินี (ลาน ๗๒ พรรษา)
ถนนถลาง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
เวลา ๑๙.00 น. พิธีเปิดโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายกเทศมนตรีเทศบาลนครภูเก็ต วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอกะทู้ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเมือง ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอถลาง ตัวแทนนักเรียน ตัวแทนศิลปิน ตัวแทนหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ และเอกชน

มหกรรมดนตรีไทยนักเรียนในจังหวัดภูเก็ต ภาครัฐ และเอกชน
- นิทรรศการศิลปกรรมจากกลุ่มอันดามัน
- ศิลปินกับศิลปะ
- นิทรรศการหัตกรรมพื้นบ้าน
- มุมกวี กับวรรณกรรม
- มุมเทคนิคการถ่ายภาพ
- ศิลปะผ้าบาติก
- เทคนิคการร้อยลูกปัดบนวัสดุ ในรูปแบบต่าง ๆ
- การละเล่นพื้นบ้าน เช่น หมากขุม หมากเก็บ ฯลฯ
- สาธิตศิลปะการทำลูกปัดโบราณ
- สาธิตอาหารพื้นเมือง พร้อมปฏิบัติจริง
- การแสดงความสามารถของนักเรียนในจังหวัดภูเก็ต
เวลา ๒๑.๐ น. การแสดงพื้นบ้าน เช่น ร็องแง็ง มโนราห์ ลิเกฮูรู หนังตะลุง ฯลฯ




วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๐
เวลา ๑๗.๐๐ น. มหกรรมดุริยางค์ และมหกรรมดนตรีสากล บรรเลงโดยนักเรียนในจังหวัดภูเก็ต
- นิทรรศการศิลปกรรมจากกลุ่มอันดามัน
- ศิลปินกับศิลปะ
- นิทรรศการหัตกรรมพื้นบ้าน
- มุมกวี กับวรรณกรรม
- มุมเทคนิคการถ่ายภาพ
- ศิลปะผ้าบาติก
- เทคนิคการร้อยลูกปัดบนวัสดุ ในรูปแบบต่าง ๆ
- การละเล่นพื้นบ้าน เช่น หมากขุม หมากเก็บ ฯลฯ
- สาธิตศิลปะการทำลูกปัดโบราณ
- สาธิตอาหารพื้นเมือง พร้อมปฏิบัติจริง
- การแสดงความสามารถของนักเรียนในจังหวัดภูเก็ต
- การแสดงพื้นบ้าน เช่น ร็องแง็ง มโนราห์ ลิเกฮูรู หนังตะลุง ฯลฯ


ปฐมบท แห่ง มหาสงคราม ศักสิทธิ์

 

บนดินแดนอันแสนกว้างใหญ่ไพศาลหรือจะเรียกว่า ดินแดนแห่ง สยาม ...

. จุดที่อุดมสมบูรณ์แหล่งรวมแห่งสรรพชีวิตทั้งหลายถูกจารึกไว้ด้วยสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาในนามดินแดนแห่ง " สยาม " ตั้งแต่สมัยโบราณกาล แม้ที่มาแห่งต้นกำเนิดจะไม่แน่ชัดถึงความหมายที่แท้จริงของชื่อนี้แต่ทุกสรรพสิ่งก็ได้รำลึกและรู้ว่าสิ่งที่ตนเหยียบย่ำอาศัยอยู่นี้มีชื่อว่าอะไร .. และเมื่อสิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่า " มนุษย์ " ได้ถือกำเนิดขึ้นมา!  มันสมองที่มีปัญญาเหนือจากสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาก่อนหลายเท่าตัว...

สิ่งนั้นได้เปลี่ยนแปลงการคงสภาพของดินแดนสยามไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  จากการเรียงหินเป็นรูปทรงเพื่ออยู่อาศัยไปเป็นตัดไม้สร้างสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ปัญญานั่นถูกใช้เพื่อตัวเองและพวกพ้อง  แต่ ดินแดนสยาม ไม่ได้มีแค่สิ่งที่มองเห็นเพียงผิวเผินบนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้เท่านั้น  แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตร่วมดินแดนและรวมไปถึงปรากฏการณ์ประหลาดที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง  ผืนทะเลที่มีสีสันต่างๆกัน ในแต่ละพื้นที่ราวกับมีชีวิตและอีกหลากหลายอย่างที่ ต้องก้มลงมองถึงเห็น แหงนมองท้องฟ้าถึงได้รู้  บางครั้งเพียงแค่หลับตาก็สัมผัสได้....

 

ในดินแดนแห่ง สยาม มนุษย์ไม่ได้ถือกำเนิดมาเพียงเผ่าพันธุ์เดียวเท่านั้น และด้วยสติปัญญาของ มนุษย์ ที่มีความสามารถในการผสมผสานสิ่งต่างๆอันมีมากมาย สุดพรรณนาบนดินแดนที่สุดกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ แต่น่าเสียดายที่ช่วงชีวิตของมนุษย์นั้นไม่ได้ยืนยาว เหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่เกิดขึ้นมาก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น บนดินแดน สยาม  การผสมผสาน สิ่งต่างๆของมนุษย์บางกลุ่มได้เปลี่ยนแปลงลักษณะเดิมของตัวเองให้สามารถมีชีวิตยืนยาวได้ ซึ่งมนุษย์บางกลุ่มใช้ประโยชน์จากธรรมชาติด้วยการใช้ประโยชน์จาก " พืช "  ระดับสิ่งมีชีวิตที่อยู่สูงที่สุดในการให้กำเนิดพลังแห่งชีวิตจนไปถึงขั้นต่ำที่สุดในการย่อยสลาย

 

แต่... ผืนแผ่นดินของ สยาม มิได้ย้อมด้วยสีเขียว จากธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์เสียทั้งหมด  เทือกเขาอันหนาวเหน็บปกคลุมไปด้วยสีขาวของหิมะ ทะเลทรายอันร้อนละอุที่ว่างเปล่าอ้างว้าง ภูเขาสูงและหุบเหวลึก สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาต่ำกว่าก็ใช่ว่าจะโง่เขลาไปเสียทุกตน เหตุเพราะวิวัฒนาการไม่ได้บังเกิดแต่เพียงกับมนุษย์เพียงเท่านั้น...

 

" หิมพานต์ "  คือเหล่าสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาก่อนมนุษย์  ร่างที่มีพลังสถิตย์อันมหาศาล ลักษณะพิเศษอันอัศจรรย์ของสัตว์ป่า  พลังที่แฝงความลี้ลับที่กลั่นกรองมาจากรุ่นต่อรุ่นสิ่งที่มีความเข้มแข็งจนมองเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นราวกับมดปลวก

 

ทว่า... ความอัศจรรย์ของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ที่พยายามต่อต้าน โดยมีจุดมุ่งหมายของอิสรภาพ เพื่อไม่อยู่ภายใต้อำนาจของ เผ่าหิมพานต์  เมื่อร่างกายที่อ่อนแอไร้พลังสถิตย์อย่างมนุษย์ต้องต่อกรกับ สิ่งมีชีวิตที่มีพลังดุจเทพเจ้า ที่ถูกขนานนามว่า " สัตว์เทพ " หลายต่อหลายครั้ง ความยาวนานในการหาทางต่อสู้กับเหล่าสัตว์เทพขัดเกลาความรู้ด้านยุทธวิธี  ความเข้าใจในจุดแข็งจุดอ่อนความเข้มแข็งทางแขนง " วิชายุทธ " จึงก่อเกิดขึ้นแต่นั่นยังไม่สามารถทำให้กลุ่มมนุษย์ผู้ต่อต้านสามารถเอาชนะได้  สิ่งที่เหลือไว้บนสมรภูมิคือเลือดเนื้อของเพื่อนพ้องที่กระจัดกระจายอยู่ทุกหนแห่ง

 

เพื่ออิสรภาพของตนพวกเขาไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้  มันสมองอันเป็นจุดเด่นของพวกเขาได้หาสิ่งต่างๆนาๆมาสร้าง " ศาสตาวุธที่ทรงพลัง "  เพื่อต่อกรกับเขี้ยวเล็บของเหล่าเทพอสูรเหล่านั้น... และสิ่งที่มนุษย์ได้ค้นพบ คือ...โลหะ

 

" โลหะ " คือสิ่งที่เหล่ามนุษย์ผู้อยากเป็นอิสระค้นพบและใช้ในการสร้างอาวุธขึ้นมาด้วยความร้อนแรงของภูเขาไฟ เสียงปะทะแรงกล้า  ดังสนั่น  ประกายเจิดจ้าจากไฟจากแรงเสียดสีระหว่างเขี้ยวเล็บและโลหะได้ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อำนาจเวทย์มนต์แห่งสัตว์เทพเจ้าถูกหักล้างด้วย ศาสตราวุธที่กวัดแกว่งไปอย่างกล้าหาญองอาจ  เลือดเนื้อของเหล่าสัตว์เทพเริ่มปะปนกับเลือดเนื้อมนุษย์ที่พ่ายแพ้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  หนทางของเหล่าผู้ต้องการอิสระเริ่มเปิดกว้างขึ้น ด้วยความพยายามที่จะอยู่รอด  จนในที่สุดสยามทวีปก็ได้ถูกกลุ่มนักรบ ผู้กล้าเหล่านี้ครอบครอง และได้ตั้งรกราก บนพื้นที่ดินแดนเหล่านี้ และสถาปนาขึ้นเป็นนคร ซึ่งต่อมา ดินแดนแห่งนี้คือ " ศาสตรานคร "

 

ส่วนผู้ที่เคารพรักในสัตว์เทพเจ้าและอยู่อย่างสันติในพงไพรก็ได้ก่อตั้งดินแดนเพื่อบูชาสัตว์เทพเจ้า  และตัดขาดจากเหล่ามนุษย์ที่ไม่เจียมตัวท้าทายสัตว์เทพเจ้า แห่งป่าหิมพานต์ ดินแดนแห่งพงไพรนี้คือ ......... " ไพรพณานคร "  การอยู่ร่วมกันฉันมิตรนี้มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งช่วยลบความบาดหมางในตัวมนุษย์กับสัตว์เทพเจ้าได้  เติมเต็มความรักและบั่นทอนความชั่วร้ายของสรรพชีวิตโบราณหลายชนิดจนมีการรวมจิตสื่อใจซึ่งกันและกัน  ไพรพณานครจึงเป็นดินแดนแห่ง " ความอุดมสมบูรณ์ "  ทั้งธรรมชาติและมิตรภาพอย่างแท้จริง....

 

ในจุดเด่นเรื่องมันสมองของมนุษย์เริ่มเป็นปัญหากับเหล่าสัตว์เทพเมื่อพวกสัตว์เทพอ่อนแอลง  จังหวะเหมาะของ " การเรียนรู้ไร้ที่สิ้นสุด " ก็ค่อยๆกำเนิดขึ้น  ปรัชญาแห่งศาสตร์ปัญญาได้ก่อกำเนิด อัจฉริยะ ผู้ที่มีสติปัญญา แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประศาสตร์ของ ดินแดน สยาม นั่นคือ  " ไสยวิน "  นามของนักปรัชญา ผู้ใช้สติปัญญาที่เหนือกว่าทั้งมนุษย์ทั่วไปและเหล่าสรรพชีวิตอื่น  ศึกษาปรากฏการณ์ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสยามทวีปอย่างสุขุม  ทั้งแผ่นดินพงไพร  ทะเลทรายกว้าง  โขดหิน ความลี้ลับแห่ง " ศาสตร์มืด " และ " พรแห่งตะวัน "  กับ " พลังไสยธาตุ " ถูกจดบันทึกและทดลองในทุกๆย่างก้าวที่พบเห็น  ไสยวินยังมีสาวกผู้นับถือตนและชาญฉลาดกว่ามนุษย์ทั่วไปอยู่มาก  พวกเหล่านักปรัชญานี้ไม่สนใจในเรื่องการต่อสู้กับเหล่าสัตว์เทพแม้แต่น้อย  ไสยวินได้ทำการตกลงกับสัตว์เทพเจ้าผู้แข็งแกร่งที่สุด นั่นก็คือ  " พญาวิหกเพลิง "  เทพแห่งไฟเพื่อจะขอออกไปหาความรู้จากพรหมแดนนี้ แต่ข้อแม้ได้ถูกกำหนดให้ ไสยวิน ต้องประลองกับพญาวิหกเพลิงเสียก่อน  หากสามารถโค่นตนได้ถึงจะสามารถผ่านไปได้ ซึ่งการต่อสู่ครั้งนั้น เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นที่ตื่นตระหนกกับเหล่าสัตว์เทพเป็นอย่างมาก  แต่นั่นไม่ใช่ว่า ไสยวิน มีพลังเทียบเคียงกับพระเจ้าเพียงเขาได้แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของมนุษย์นั้นสามารถทำในสิ่งที่แม้แต่เหล่าสัตว์เทพผู้อยู่ก่อน ทำไม่ได้นั่นคือ " การประยุกต์ "  และ  " ผสมผสาน "  หมดยุคที่สิ่งมีชีวิตโบราณจะดูถูกสิ่งมีชีวิตผู้มาหลังว่า " อ่อนแอ "  อีกต่อไป

 

 

การต่อสู้จบด้วยการหายสาปสูญไปของทั้งสองด้วยอาคมลึกลับ  ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงเมื่อเทพเจ้าแห่งไฟหายสาปสูญ  เหล่านักปราชญ์เป็นอิสระจากหิมพานต์ พวกเขาได้ไปตั้งรกรากอยู่ใจกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุจุดแกนกลางดินแดนที่แสงตะวันสาดส่องตลอดเวลา.... ซึ่งเป็นที่มาของ มหานคร ที่รวบรวม ศาสตร์แห่งปัญญาได้ทุกแขนง นั่นคือ ไสยวินคร

 

บทบาทของสิ่งมีชีวิตผู้มาหลังถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนเป็นสามเผ่าใหญ่ๆ ภายหลังได้มีการรวมตัวและจัดตั้งเป็นมหานครขึ้น ประกอบไปด้วย  " ไพรพณานคร "  " ศาสตรานคร " และไสยวินนคร  ความเป็นอยู่ของมนุษย์เริ่มสั่นคลอนต่อสัตว์เทพทั้งในแง่ดี  และแง่ร้าย  ดำเนินไปตามฟันเฟืองแห่งประวิติศาสตร์

 

....จนกระทั่งการมาของเทพพยากรณ์ผู้ยิ่งใหญ่ของทั้งสามโลกได้กล่าวถึงจุดจบแห่งอารยธรรมมนุษย์ไว้ว่าทุกสิ่งจะพินาศด้วย อำนาจมืด และ พลังที่ชั่วร้าย เกินกว่าจะบรรยาย โดยน้ำมือของ " มหาเทพอสูร "  ในตำนาน ซึ่งเป็นที่หวาดหวั่นและหวาดกลัว ของมหานคร ทั้ง 3 เป็นอย่างมาก แต่เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไป ความรู้สึกนั้นมันก็หายไปตามกาลเวลา...

 

 

เมื่อเวลาผ่านไป หลายร้อยหลายพันปี จนกระทั่งถึงยุคที่จิตใจ มนุษย์ เริ่มตกต่ำ เห็นผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก มีการแข่งขัน แก่งแย่งชิงดี ชิงเด่นระหว่าง มนุษย์ ด้วยกันเอง ยุคของการเห็นแก่ตัว น้ำใจและมิตรภาพ เริ่มจะขาดแคลน ความชั่วร้าย กำลังจะเข้ามาครอบครองจิตใจมนุษย์ และมาถึงยุคแห่ง มหาสงคราม ที่มนุษย์เป็นผู้ก่อ โดยใช้ อำนาจ สติปัญญา ในการห่ำหั่น กันเอง โดยการแผ่อำนาจ ขยายดินแดน เพื่อความเป็นใหญ่ ของทั้ง 3 นคร จึงได้เกิดการทำสงครามระหว่างเมืองเกิดขึ้นเรื่อยมา ความสัมพันธ์ ของมหานครทั้ง 3 จึงได้กลายมาเป็น อริราชศัตรู ที่อยู่ร่วมดินแดนกันมิได้ และตั้งแต่บัดนั้น สงคราม อันยิ่งใหญ่ มหาสงครามที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงได้ ประทุขึ้น และ เป็นที่มาของ ไตรพินาศ มหาสงครามศักดิ์สิทธิ์ เป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่ มนุษย์ ได้ถือกำเนิดมา.....

 *************************

บทความโดย...ณัฐวุฒิ  นำมณีวงค์   เจ้าของเกมส์ออนไลน์ เด็กภูเก็ต

http://www.siamgame.com/

 


น้องจูเนียร์ ตอนนั้นเรียน ภาษา จีนมาใหม่ๆ บ้าพลัง อิอิ


MOV02668.MPG (2.3 MB)

ddd
dThumbnaild
ddd
ว่างมากเลยแวะไปกิน ข้าวเหนียวไก่ย่าง แถวหาดราไวย์ แบบว่าไปราไวย์แล้วก็ต้องไปแหลมพรหมเทพ สักนิดหน่อย โอ้ว ท่านวุฒิ กับท่านน้อง ก้ตามมาสมทบพอ เลย...ไม่มานานเลยนะ เส้นทาง แถวนี้ ถนนเค้าก็ทำดีขึ้นมาก มาเที่ยวกันนะ..

หากพดถึงเกาะภูเก็ต ผมว่าปัจจุบันนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเลยทีเดียว บางคน รู้จักภูเก็ต แต่ไม่รู้จักประเทศไทยก็มี ทำไมเหรอ เพราะที่นี่ เกาะแห่งนี้ วิเศษสุดจริง ๆ ครับ ผมจะพาคุณไปรู้จัก

        เมื่อผ่านสะพานสารสิน สะพานที่มีตำนานแห่งความรัก ของหนุ่มสาว คู่หนึ่งที่พลีชีพเพื่อความรัก และเสมือนมีมนต์ขลัง ทำให้คุณต้องค้นหา....ที่นี่ภูเก็ต

        วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ

        คนภูเก็ตเป็นคนค้าขาย ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่แก่งแย่ง พูดง่าย ๆ ก็เป็นคนทำมาหากิน ใครขยันก็ได้ไป ใครไม่ทำก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ดังมีคำกล่าวว่า "อยู่ภูเก็ตหากขยันไม่มีวันอดตาย" ผมว่าจริงนะ

 

     ชนพื้นเมืองของที่นี่ คือ ชาวเล หรือชาวไทยใหม่ หรือที่บางคนเรียกว่า มอร์แกน และนี่คือที่มาของชื่อผมเอง "นายมอร์แกน" ผมเคยแต่งเพลงที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวเลไว้ มีตอนหนึ่งที่ว่า "นี่คือเสียงเพลงจากมอร์แกน เป็นตัวแทนของชีวิตหนึ่ง มีเรือน้อยล่องลอยเป็นที่พึง บรรทุกหนักอึ้งด้วยของขวัญมาฝากเธอ"

     การกินอยู่ที่พอดี มีน้อยใช้น้อย รักอิสระ ไม่สะสม ของพวกเค้า ได้อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันถึงแม้วิถีชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ก็ยังมีสายเลือดอันเข้มข้นของพวกเค้า ยังคอยย้ำ ให้ชาวเรารู้ว่าเขาอยู่ที่นี่มาก่อน
ภูเก็ต ดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ความเจริญอันมาจากการทำเหมืองแร่ดีบุกทำให้การพัฒนาต่าง ๆ ได้มากกว่าเมืองอื่น ๆ

 
 
     วันนี้เราเปรียบภูเก็ตเหมือนกับหญิงสาว ก็คงเป็นหญิงสาวที่สวยงาม เป็นที่หมายตาของหนุ่ม ๆ ทุกสารทิศ เพราะเธอช่างงามเหลือเกิน เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบในทุก ๆ ด้าน หญิงสาวผู้นี้พยายามปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพความเป็นจริง ในยุคโลกปัจจุบัน และยังคงความสวยงาม ดังนั้นบางเวลาเธออาจล้มป่วยลงบ้าง ผมคนหนึ่งที่จะคอยดูแลเธอ มาเถอะครับ มาทำให้เธอสวยงามเป็นที่รักของคนทั้งโลก
ภูเก็ต I Love You

 


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help